การใช้งานของอินเทอร์เน็ตมิได้จำกัดอยู่เพียงการติดต่อสื่อสารระหว่างกันเท่านั้น แต่เริ่มมีการทำธุรกรรม ระหว่างกันผ่าน ระบบอินเทอร์เน็ตเกิดการค้าขายรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ การพาณิชย์ทางอินเทอร์เน็ต ” (Internet Commerce) มีการคาดการณ์กันว่าภายในปี ค.ศ. 2000 จะมีจำนวนสูงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกสูงราว 66.5 ถึง 200 ล้าน คน(1) จะเห็นได้ว่าช่องทางดังกล่าวเปิดกว้างแก่คนกลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภค แม้การซื้อขายสินค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจะให้ความสะดวกและมีประโยชน์หลายประการ แต่ก็อาจก่อให้เกิดความ เสียหายแก่ ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้บริโภค เนื่องด้วยลักษณะของการติดต่อค้าขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตต่างจากรูป แบบการค้าเดิม กล่าวคือ ผู้ประกอบการ, ผู้บริโภคและผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องมีสถานประกอบการ หรือมีภูมิลำเนาอยู่ใน ละแวกใกล้เคียงกัน การติดต่อซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศของบุคคลที่อยู่ห่างไกลกันทำได้ในเวลาอันสั้น อาจไม่รู้ถึงตัว บุคคลที่จะติดต่อทำการค้าด้วย การควบคุมการประกอบธุรกิจบางประเภทที่ฝ่าฝืนต่อ กฎหมายไม่สามารถบังคับได้ในทาง ปฏิบัติ
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
หากกล่าวถึงมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย อาจกล่าวได้ว่าเป็น ครั้งแรกที่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๐) ได้วางหลักการเรื่องการคุ้มครองผู้ บริโภคไว้ในมาตรา 57 ดังนี้
“สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องบัญญัติให้มีองค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความเห็นในการตรากฎหมาย กฎ และข้อบังคับ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค”
กฎหมายรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายหลักที่วางหลักการเรื่องนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายเรื่อง การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และการจัดตั้งองค์การอิสระที่ทำหน้าที่ออกกฎเกณฑ์ ระเบียบ และมาตรการต่างๆ เพื่อ บรรลุวัตถุประสงค์ตามกฎหมายในเรื่องนั้นๆ กล่าวคือผู้บริโภคในความหมายทั่วไปย่อมหมายถึงบุคคลทั่วไปที่เกี่ยว ข้องกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นผู้อุปโภคบริโภคสินค้า ผู้ใช้บริการของร้านค้าหรือสถานบริการ ในบางกรณีบุคคลเหล่านี้จะได้รับความคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย แต่ในบางกรณีจะต้องเป็นบุคคลที่ระบุไว้ใน
กฎหมายเฉพาะเรื่องเท่านั้นจึงจะได้รับความคุ้มครอง อาทิเช่น เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ จึงเป็นผู้บริโภคตามความหมายใน “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒“, “พระราชบัญญัติการแข่งขันทาง การค้า พ.ศ. ๒๕๔๒“ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นกฎหมายเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการควบคุมการประกอบการชนิด นั้นๆ กฎหมายสำคัญที่วางหลักการพื้นฐานเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในเรื่องการซื้อขายสินค้าและ บริการคือ
“พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.๒๕๒๒“ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๔๑ มีหลักการสำคัญเรื่องคุ้ม ครองสิทธิของผู้บริโภค 5 ประการคือ
1) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ถูกต้อง
2) สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการ
3) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ
4) สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา และ
5) สิทธิที่จะได้รับการชดเชยความเสียหาย
หลักการทั้ง 5 ประการนี้ได้บัญญัติไว้ในมาตราต่างๆ ของกฎหมายฉบับนี้ คือ การโฆษณาสินค้าและบริการ,การควบคุมฉลาก, การทำสัญญา, การดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคโดยเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น
แนวคิดทางกฎหมายข้างต้นเกิดจากพัฒนาการทางสังคมและท้องถิ่น ในอดีตบุคคล(บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล)มีเสรีภาพในการตกลงเพื่อทำกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมใดตามหลักเศรษฐกิจแบบเสรี (Laissez-Faire) การประกอบการค้าแข่งขันอย่าเสรีเปิดโอกาสให้มีการสร้างผลกำไรอย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการซึ่งมีอยู่น้อยรายเมื่อเทียบกับผู้บริโภคผู้ประกอบธุรกิจบางรายอาจเอาเปรียบผู้บริโภคเกินสมควร และบางครั้งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคด้วย ผู้ซื้ออาจไม่มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น รัฐจึงออกกฎหมายเพื่อบังคับต่อผู้ประกอบธุรกิจบางประเภท เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคตามความจำเป็น